วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หลู้





เป็นอาหารประเภทดิบสดประเภทเดียวกับลาบ และส้าจิ๊น ซึ่งใช้เครื่องปรุงเดียวกัน การทำหลู้นิยมใช้เลือดสดๆ ของหมู วัว หรือควาย ชาวล้านนานิยมใช้เลือดหมูในการทำมากกว่าเลือดวัวและควาย บางสูตรใช้น้ำเพลี้ย (กากอาหารที่ค้างในลำไส้ของวัวควาย) โดยนำเพี้ยสดๆ หรือต้มก่อนก็ได้ แทนน้ำเลือด เรียกว่า หลู้เพี้ย (ประธาน นันไชยศิลป์, สัมภาษณ์, 3 กรกฎาคม 2550; รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 7482)
ส่วนผสม : เนื้อหมูสับ มันหมู เลือดหมู น้ำต้มกะปิ น้ำกระเทียมดอง ใบมะนาวทอดกรอบ ใบมะกรูดทอดกรอบ เครื่องในหมูทอดกรอบ ไตหมู ตะไคร้ทอดกรอบ หอมแดงเจียว กระเทียมเจียว พริกลาบ ใบตะไคร้ ผักไผ่ซอย ต้นหอมซอย ผักชีซอย
วิธีทำ
1. คั้นเลือดสดด้วยใบตะไคร้ เพื่อดับกลิ่นคาวเลือด
2. ใส่น้ำต้มซุป พริกลาบ น้ำกระเทียมดอง และน้ำต้มกะปิ ลงในชามเลือด คนให้เข้ากัน
3. ใส่หมูสับ ลงในชามส่วนผสม
4. ใส่ไตหมู และมันหมู คนให้เข้ากัน
5. ใส่ใบมะนาวทอดกรอบ ใบมะกรูดทอดกรอบ ตะไคร้ทอดกรอบ หอมแดงเจียว กระเทียมเจียว ผักไผ่ และผักชีต้นหอม คนให้เข้ากัน
6. ใส่เครื่องในทอดกรอบ คนให้เข้ากัน
เคล็ดไม่ลับ : เลือดที่นิยมใช้เป็นเลือกในโครง คือเลือดที่ตกอยู่โพรงอกตอนชำแหล่ะ ซึ่งถือว่าเป็นเลือดที่สะอาด (รัตนา พรหมพิชัย 2542)

ข้อมูล : รัตนา พรหมพิชัย (2542) ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 4). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.


วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ขนมจ็อก(ขนมเทียน)





ขนมจ็อก หรือ ขนมเทียน เครื่องปรุงประกอบด้วย แป้งข้าวเหนียว มะพร้าวขูด น้ำอ้อย ใบตอง และน้ำมัน วิธีทำ เริ่มจากนำแป้งข้าวเหนียวมาผสมกับน้ำ นวดจนเนื้อแป้งจับกันพอที่จะปั้นและต้องไม่และติดมือ อยากให้ตัวแป้งขนมมีรสหวานก็ใช้น้ำอ้อยหรือน้ำตาลที่เชื่อมเป็นน้ำผสมลงไปนิดหน่อย มาถึงไส้ขนม ขนมจ็อกแบบดั้งเดิมนิยมทำไส้หวานจากมะพร้าว ไม่นิยมทำไส้ถั่วหรือไส้เค็ม เริ่มต้นจากเคี่ยวน้ำอ้อยหรือน้ำตาลด้วยไฟอ่อนพอให้ข้นเป็นยางมะตูม นำมะพร้าวที่ขูดไว้ลงไปเคี่ยวด้วยกันจนมีกลิ่นหอม เหนียวปั้นได้ ส่วนการห่อขนม ก็จะใช้ใบตองอ่อนมาขดเป็นรูปกรวยแหลม พับทบล่าง-ซ้าย-ขวา นำด้านที่แหลมสอดพับก็จะได้ห่อขนมซึ่งมีลักษณะก้นแหลมนำไปนิ่งจนสุก “จ็อก” เป็นคำกริยาที่หมายถึง การทำสิ่งของให้มีลักษณะเป็นคล้าย ๆ กระจุก มียอดแหลม


จังหวัดพะเยา


งามลือเลื่องดอยบุษราคัม “จังหวัดพะเยา”

คำขวัญประจำจังหวัด
”…กว๊านพะเยาแหล่งชีวิต ศักดิ์สิทธิ์พระเจ้าตนหลวง
บวงสรวงพ่อขุนงำเมือง งามลือเลื่องดอยบุษราคัม…”
จังหวัดพะเยา เป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งในแถบลานนาไทย เดิมมีชื่อว่า ภูกามยาว หรือ พยาว มีอายุกว่า 900 ปี โดยพ่อขุนศรีจอมธรรม กษัตริย์แห่งราชวงศ์ลัวจักรราช ผู้ครองเมืองหิรัญนครเงินยาง เมืองเชียงแสน และเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยพ่อขุนงำเมือง ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองตามอิทธิพลของอาณาจักรต่างๆ ........อ่านต่อ...>>>


วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เที่ยวเชียงใหม่...ม่วนใจ๋



งานฤดูหนาวและกาชาด จ.เชียงใหม่



ขอเชิญเที่ยวงานฤดูหนาวและกาชาด จ.เชียงใหม่
30 ธ.ค. 52 -10 ม.ค. 53 ณ สนามบริเวณตรงข้ามสนามกีฬา 700 ปีเชียงใหม่พบกับ การออกร้านเหล่ากาชาด มัจฉากาชาด นิทรรศการหน่วยงานราชการและอำเภอต่างๆ เลือกช์อปสินค้าราคาถูกจากโรงงาน และบริษัทต่างๆ สวนสนุกชุดใหญ่ การประกวดนางสาวเชียงใหม่ และกิจกรรมบันเทิงอีกมากมายในงาน

ประวัติงานฤดูหนาวและกาชาด จ.เชียงใหม่ในอดีต




งานฤดูหนาวเชียงใหม่ นอกจากจะมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าของหน่วยงานราชการและเอกชนแล้ว ในงานยังมีการแสดงมหรสพต่าง ๆ เช่น การฉายภาพยนตร์กลางแปลง การแสดงของคณะกายกรรม การแสดงรถไต่ถัง ส่วนกลางคืนยังมีการประกวดนางงามเชียงใหม่สลับกับการประกวดเพาะกาย ซึ่งมีผู้สนใจเข้าชมเป็นจำนวนมาก โดยเก็บบัตรผ่านประตูคนละ 1 บาท


ภายหลังจากที่รัฐบาลไทยโดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้สร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขึ้นบริเวณสี่แยกถนนดินสอ เมื่อปี พ.ศ.2483 เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 พร้อมกับประกาศให้วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันรัฐธรรมนูญ และนั่นดูเหมือนว่าแทบทุกจังหวัดของประเทศได้เริ่มต้นให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญขึ้น กระทั่งงานฉลองวันรัฐธรรมนูญได้กลายมาเป็นงานฤดูหนาว ระดับจังหวัดซึ่งถือเป็นงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี

งานฤดูหนาวจังหวัดเชียงใหม่ จัดขึ้นมาไม่น้อยกว่า 60 ปี โดยจัดครั้งแรกที่บริเวณสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ มีการออกร้านแสดงผลงานของหน่วยงานราชการและเอกชนรวมทั้งการการแสดงมหรสพต่าง ๆ มากมาย คุณบุญเสริม สาตราภัย นักหนังสือพิมพ์และผู้เก็บรวบรวมผลงานภาพถ่ายในอดีตของเมืองเชียงใหม่ เล่าย้อนอดีตถึงบรรยากาศงานฤดูหนาวเชียงใหม่ว่า ประมาณปี พ.ศ.2496 ตอนที่ตนยังทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์คนเมืองอยู่นั้น ได้รับจ้างเป็นคนโปรยใบปลิวโฆษณางานฤดูหนาวเชียงใหม่ ซึ่งสมัยนั้นจะต้องขึ้นเฮอริคอปเตอร์แล้วนำใบปลิวไปโปรยทั่วเมืองเชียงใหม่ บางครั้งอาจเลยไปถึง อ.สันกำแพง อ.สันทราย เพื่อให้คนมาเที่ยวงานฤดูหนาว





"งานฤดูหนาวสมัยนั้นจัดประมาณปลายเดือนธันวาคมไปจนถึงปีใหม่ ร้านค้าต่าง ๆ ในเชียงใหม่ก็จะมาออกร้านโฆษณาสินค้าของตนเอง โดยมีการสร้างร้านจำหน่ายสินค้าใหญ่โต บางร้านที่จำหน่ายรถยนต์ก็จะนำรถยนต์รุ่นใหม่ มาโชว์ในร้านค้าดึงดูดให้คนสนใจเข้ามาชม ส่วนร้านที่เป็นของราชการก็จะแสดงผลงาน เช่นร้านของสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ (ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้) ก็จะนำผลงานด้านการเกษตรมาแสดง ร้านค้าของเอกชนต่าง ๆ ก็มาออกร้านแสดงสินค้า เท่าที่เห็นสมัยนั้นไม่ต่ำกว่า 20 ร้าน ตั้งเรียงรายรอบสนามฟุตบอล ส่วนบริเวณกลางสนามจะตั้งเวทีประกวดนางงามเชียงใหม่"

คุณบุญเสริม เล่าต่อว่า ร้านค้าที่มาออกร้านมีมากมายหลายร้าน ทั้งร้านที่เป็นของคนเชียงใหม่เอง เช่นร้านตันตราภัณฑ์ ร้านบริษัทนิยมพานิช นำรถยนต์โตโยต้ารุ่นใหม่มาแสดง ร้านโรงงานสุราเชียงใหม่ จำหน่ายสุราตราม้าขาว ให้ผู้มาเที่ยวงานทดลองดื่มในราคาเป๊กละ 1 บาท เป็นต้น และยังมีร้านจำหน่ายสินค้าที่มาจากกรุงเทพ เช่น จักรเย็บผ้าซิงเกอร์ ผงซักฟองบรีส น้ำมันเอสโซ่ เป็นต้น

งานฤดูหนาวเชียงใหม่ นอกจากจะมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าของหน่วยงานราชการและเอกชนแล้ว ในงานยังมีการแสดงมหรสพต่าง ๆ เช่น การฉายภาพยนตร์กลางแปลง การแสดงของคณะกายกรรม การแสดงรถไต่ถัง ส่วนกลางคืนยังมีการประกวดนางงามเชียงใหม่สลับกับการประกวดเพาะกาย ซึ่งมีผู้สนใจเข้าชมเป็นจำนวนมาก โดยเก็บบัตรผ่านประตูคนละ 1 บาท




งานฤดูหนาวเชียงใหม่ จัดที่บริเวณสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นเวลาหลายปี จนสถานที่จัดงานเริ่มคับแคบ ทางจังหวัดเชียงใหม่จึงได้ย้ายไปจัดที่บริเวณพื้นที่หลังศาลากลางใหม่ แต่ยังคงรูปแบบการจัดงานเหมือนเมื่อครั้งอดีตโดยมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าของราชการและเอกชน ซึ่งมีมากขึ้นกว่า 100 ร้านส่วนใหญ่เป็นร้านจำหน่ายสินค้า otop พื้นเมืองของชุมชนต่าง ๆ เช่น ร้านจำหน่ายผ้าทอ ร้านจำหน่ายของที่ระลึก และร้านจำหน่ายของกินของฝาก ส่วนร้านของหน่วยงานราชการเริ่มน้อยลง เนื่องจากระยะหลังไม่ได้รับความสนใจจากผู้มาเที่ยวงานมากนัก



แม้ในระยะหลังงานฤดูหนาวเชียงใหม่ จะเกิดปัญหากลุ่มวัยรุ่นป่วนเมืองด้วยการปาระเบิดในงาน จนทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี จนทำให้ผู้คนไม่อยากมาเที่ยวงานฤดูหนาวเชียงใหม่ เกรงจะได้รับอันตราย ผนวกกับมีข่าวเกิดขึ้นบ่อยเกี่ยวกับปัญหาพ่อค้าแม่ค้าจำหน่ายสินค้าราคาแพงเกินเหตุ จนมีชาวบ้านร้องเรียนไปยังสื่อมวลชนอยู่หลายราย บางคนไปเที่ยวงานฤดูหนาวเชียงใหม่ แวะไปนั่งรับประทานขนมจีนจานละ 30 บาท น้ำเปล่าขวดละ 15 บาท เจอเข้ายังงี้ หลายคนถึงกับออกอาการเข็ด ไม่อยากไปเที่ยวงานฤดูหนาวเชียงใหม่อีกเลย
ข้อมูล:
จักรพงษ์ คำบุญเรือง
mailto:คำบุญเรืองjakpong@chiangmainews.co.th.
25/12/49




อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เชิญเที่ยวงาน

"วันทิวลิปบานที่ไชยปราการ เชียงใหม่" ครั้งที่ 3 วันที่ 31 ธันวาคม – 4 มกราคม 2553

ณ บริเวณแปลงดอกทิวลิป บ้านผาแดง อำเภอไชยปราการ


นายโชคดี อมรวัฒน์ นายอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า อำเภอไชยปราการ ได้เตรียมจัดงานวันทิวลิปบานที่ไชยปราการ เชียงใหม่ ซึ่งปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 แล้ว งานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม – 4 มกราคม 2553 ณ บริเวณแปลงดอกทิวลิป บ้านผาแดง หมู่ที่ 6 ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยดอกทิวลิปที่นำมาปลูกได้นำพันธุ์มาจากประเทศฮอลแลนด์ จำนวน 6 สี ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีขาว-แดง สีม่วง สีชมพู และสีส้ม ซึ่งทิวลิปจะออกดอกให้ชมเต็มแปลงประมาณสิ้นเดือนธันวาคมไปถึงตลอดเดือนมกราคม 2553 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวมากกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ในปีนี้คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2552 จะมีกิจกรรม Count Down ณ บริเวณแปลงดอกทิวลิปด้วย ส่วนกิจกรรมในงานมีการประกวดธิดาชนเผ่า การแสดงวัฒนธรรมชนเผ่า การแข่งขันกีฬาชนเผ่า การจัดนิทรรศการของส่วนราชการต่างๆ และการออกร้านมัจฉากาชาดอำเภอไชยปราการ
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ใกล้เคียง กับแปลงดอกทิวลิปมีหลายแห่งที่น่าสนใจ อาทิ อดีตกองบัญชาการกองทัพ 3 คณะชาติ ก๊กมินตั๋ง กองพล 93 ,กาดเมืองผี,ถ้ำลอดบาป-ถ้ำรับบุญ,สระน้ำมรกต-ป่าพันปี,น้ำรูตะเคียน-น้ำซาวรู และดอยอ่างขาง นอกจากนี้ยังมีสินค้าโอทอปจากชาวบ้านในพื้นที่มาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย..//

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

5 ธันวามหาราช ทีฆายุโกโหตุ มหาราชา ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน





5 ธันวามหาราช
วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริเริ่ม หลักการและเหตุผลที่มีการจัดตั้งวันพ่อ เนื่องจากพ่อ เป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนและตอบ แทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสังคมควรที่จะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างนานัปการ อีกทั้งยังทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและ พระราชธิดาที่ทรงรักใคร่ห่วงใย ตั้งแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน และพระเจ้าหลานเธอทุก ๆ พระองค์ต่างซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น "พ่อ" ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระ เมตตากรุณา ทรงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้




พระราชกรณียกิจของพระองค์



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภาคตลอดปี โดยได้เสด็จประทับแรมที่พระตำหนัก ตามภาคต่าง ๆ เพื่อจะได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน และหาทางแก้ไขต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงทำให้เกิดโครงการ เช่น โครงการพัฒนาที่ดินทำกินเพื่อให้ราษฎรมีที่ทำมาหากิน โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำ การทำฝนเทียมเพื่อแก้ปัญหาฝนแล้ง การประมง การเลี้ยงสัตว์ การตั้งสหกรณ์ เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเยี่ยมทหาร ตำรวจและอาสาสมัครในจังหวัดต่าง ๆ ตลอดจนเขตที่มีภัย อันตราย รวมทั้งผู้บาดเจ็บจากการป้องกันประเทศตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด นอกจากนั้นยังทรงโปรดให้มีหน่วยแพทย์พระราชทาน เพื่อให้การรักษาพยาบาลราษฎรในชนบท เช่น ตรวจสุขภาพ ปลูกฝี ฉีดยา เป็นต้น ถ้าราษฎรคนใดเจ็บป่วยเรื้อรังก็ทรงรับเป็นคนไข้ส่วนพระองค์ ส่งมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ ทรงโปรดให้มีการช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาในยามที่ราษฎรได้รับความทุกข์ยากจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ วาตภัย หรือจากผู้ก่อการร้าย โดยพระองค์ทรงพระราชทานแนวทางแก้ไข รวมถึงเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค อาหาร ตลอดจนที่อยู่อาศัยแก่ราษฎรที่เดือดร้อนอีกด้วย อีกทั้งยังทรงส่งเสริมการศึกษา โดยได้ทรงพระราชทาน ทรัพย์ส่วนพระองค์ ตั้งกองทุน "ภูมิพล" พระราชทานแก่นิสิตนักศึกษาที่เรียนดี ทรงริเริ่มให้จัดทำสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชนขึ้น เพื่อให้เด็กแต่ละวัยสามารถค้นคว้าได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังเสด็จพระราชดำเนินไปพระราช ทานปริญญาบัตรที่จบการศึกษาในมหาลัยต่าง ๆ ด้วย ทรงอุปถัมภ์และบำรุงศาสนาทุกศาสนา ทรงทะนุบำรุงวัดวา อารามต่าง ๆ พร้อมทั้งเสด็จขึ้นบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางศาสนาอยู่เสมอด้วย
พระราชกรณียกิจที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์แก่ราษฎรทั้งสิ้น ดังนั้นในวันที่ 5 ธันวาคม ของทุก ๆ ปี สถานที่ราชการโรงเรียนและบริษัทต่าง ๆ จะหยุด 1 วัน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว










ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน



ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า
www.newstrip2009.com

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง



งานราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจังหวัดเชียงใหม่ เห็นชอบร่วมกันให้จัดงานราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2552 ณ สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจังหวัดเชียงใหม่


กิจกรรม Highlight
1.สวนองค์กร 2สวนนานาชาติ ประเทศที่ตอบรับเข้าร่วมงานแล้ว จำนวน 12 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ โมร็อคโค เคนย่า ซูดาน อินโดนีเซีย กัมพูชา บังคลาเทศ ภูฎาน อินเดีย เนปาล และแอฟริกาใต้ การจัดนิทรรศการและกิจกรรมด้านการเกษตร1.การจัดนิทรรศการและกิจกรรมโครงการพระราชดำริ สถานที่: อาคารนิทรรศการถาวร (ExpoCenter) แนวคิด(Theme) “ในหลวงกับการลดสภาวะโลกร้อน”
2.การจัดนิทรรศการและกิจกรรมผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นการจัดนิทรรศการและกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ผลงานของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้สถานที่ :อาคารนิทรรศการชั่วคราว
2.1กิจกรรม “เกษตรเพื่อประชาชน”-เวทีสนทนาวิชาการเกษตร-ประกวดผลผลิตทางการเกษตร
3. การจัดนิทรรศการในอาคารพืชสวน อาคารโลกแมลง สวนสมุนไพร บ้านหม่อนไหม- อาคารพืชสวน(ไม้ผล)-อาคารโลกแมลง(BugWorld) -สวนสมุนไพร -บ้านหม่อนไหม



4.นิทรรศการและประกวดกล้วยไม้สถานที่:อาคารกล้วยไม้และบริเวณรอบอาคาร ก.ภายในอาคารเรือนกระจกและสวนกล้วยไม้ด้านหน้า(OrchidPark)-ภายในอาคารเรือนกระจก ดำเนินการจัดนิทรรศการโดย กรมวิชาการเกษตร

(1)ชั้นบน จัดแสดงภาพวาดกล้วยไม้

(2)ชั้นล่าง จัดแสดงกล้วยไม้หายาก และกล้วยไม้ทรงคุณค่า ที่ค้นพบโดยคนไทย หรือที่ค้นพบในประเทศไทย/ตั้งชื่อไทย กล้วยไม้เทิดพระเกียรติฯ ไม้พระนามกล้วยไม้ทรงคุณค่า เส้นทางกล้วยไม้ นิทรรศการเกี่ยวกับสิ่งสำคัญ/บุคคลสำคัญของกล้วยไม้ นิทรรศการวิชาการกล้วยไม้ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์โดยจัดแสดงเป็นภาพถ่ายและของจริง รวมทั้งจัดแสดงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกล้วยไม้-บริเวณสวนกล้วยไม้ด้านหน้า(OrchidPark) จัดแสดงพันธุ์กล้วยไม้และตกแต่งภูมิทัศน์มอบหมายให้สวพส.เป็นผู้ดำเนินการข.ภายนอกอาคาร (ด้านหลังอาคารกล้วยไม้) ดำเนินการโดย กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งได้ประสานงานกับสมาคม และชมรมต่าง ๆ โดยจะใช้พื้นที่บริเวณนี้ในการจัด ประกวดกล้วยไม้ 9 สกุล ได้แก่ กล้วยไม้เดี่ยว กล้วยไม้หมู่ และสวนหย่อมกล้วยไม้ และกำหนดให้วันที่ 29 พ.ย.52 เป็นวันตัดสินประกวดกล้วยไม้ จากนั้นจะนำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-10ธ.ค.52ค.จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง ปลูกกล้วยไม้แบบมืออาชีพ ในวันกล้วยไม้ไทย วันที่ 4 – 5 ธันวาคม 2552 ณห้องประชุมสวพ.1การจัดประกวด การจัดจำหน่ายสินค้าและของที่ระลึก(กรมส่งเสริมการเกษตร)-การดำเนินการของกรมส่งเสริมการเกษตร-การจัดประกวดผลผลิตการเกษตร -การจำหน่ายสินค้าและของที่ระลึก จัดพิธีเปิดงานและกิจกรรมเสริมงานราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวงกิจกรรมเปิดงาน(OpeningShow)วันที่30พฤศจิกายน2552


1. พิธีถวายพระพรวันเสาร์ที่5 ธันวาคม2552-ถวายเครื่องสักการะของบุคคลสำคัญจากหน่วยงานต่างๆต่อหน้าพระบรมสาทิศลักษณ์-พิธีเปิดกรวยดอกไม้ถวายเครื่องราชสักการะและจุดเทียนชัย-การแสดงพลุไฟเฉลิมพระเกียรติ“ราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง”ชุดพิเศษ 9 ชุด ชุดละ 999ลูก
2.การแสดงประจำวันเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติพ่อหลวง เวทีใหญ่กลางแจ้ง เวลา 18.00 – 22.00 น.
3.การแสดงพลุดอกไม้ไฟประจำวันเพื่อร่วมปิดงาน ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. – 10 ธ.ค. 52 ช่วงเวลาประมาณ 21.30-22.00น.ชุด“เมืองไทยใครใครก็รัก”
4.PASSPORT ท่องเที่ยว “ 9 AMAZING ในงานราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง ” รับ PASSPORTฟรี วันละ 10,000 ใบ เดินทางท่องเที่ยวในสวนและประทับตราให้ครบ 9 แห่ง ณ จุดที่กำหนดไว้ใน PASSPORT เขียนชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ลงใน PASSPORT ส่งที่บูทของ ททท. เพื่อ-แลกรับของที่ระลึกจากททท.999ชิ้นต่อวัน -ลุ้นจับรายชื่อผู้ที่โชคดี รับรางวัลใหญ่ด้านท่องเที่ยว 9 รางวัลใหญ่ และ 99 รางวัลย่อย
5.การตลาดส่งเสริมการขาย
6.1จัดทัศนศึกษาให้แก่ผู้ประกอบการนำเที่ยว-ททท. ส่วนกลางจัดการทัศนศึกษาให้แก่ผู้แทนสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ และผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ-ททท. สำนักงานสาขาทั่วประเทศ 35 แห่ง จัดการทัศนศึกษาให้แก่ผู้ประกอบการ ในพื้นที่ของตนเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จ.เชียงใหม่โดยเฉพาะสวนราชพฤกษ์-ททท. สำนักงานสาขาต่างประเทศจัดการทัศนศึกษาให้แก่สื่อมวลชน เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จ.เชียงใหม่โดยเฉพาะสวนราชพฤกษ์

6.2ร่วมกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จัดโปรแกรมท่องเที่ยว และลงโฆษณาส่งเสริมการขายโปรแกรมท่องเที่ยวมายังงานราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์รักพ่อหลวง






วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ถนนวัฒนธรรมพระปกเกล้า “ ประทีปเบิกฟ้า ยี่เป็งล้านนาเชียงใหม่ ”





จากการที่เทศบาลนครเชียงใหม่ได้มอบหมายให้ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน ร่วมกับ องค์กรพันธมิตรในพื้นที่ กำหนดจัดกิจกรรมพิเศษเสริมในงาน “ ประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี ๒๕๕๒ ” โดยใช้ชื่อกิจกรรมนี้ว่า ถนนวัฒนธรรมพระปกเกล้า “ ประทีปเบิกฟ้า ยี่เป็งล้านนาเชียงใหม่ ” นับว่าเป็นปีแรกที่จัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อพลิกฟื้นวัฒนธรรมล้านนาเชียงใหม่ให้กลับมาสู่ความน่าสนใจ จากนามธรรมสู่รูปธรรม ซึ่ง สอดคล้องกับแนวทางโครงการนำเชียงใหม่สู่เมืองมรดกทางวัฒนธรรมล้านนา ( World of Lanna Heritage) และเป็นการยกระดับเทศกาลประเพณีของเชียงใหม่สู่ความนิยมในระดับสากล สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงใหม่ในการประกาศจังหวัดเชียงใหม่สู่เมืองท่องเที่ยวระดับสากล ดังนั้น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จึงสนับสนุนงบประมาณ เพื่อสนองแนวคิดในการสร้างกิจกรรมประเพณีใหม่ในระดับประเทศให้ครอบคลุมทั้ง 12 เดือน โดยเริ่มจากยกระดับกิจกรรมเดิมที่มีอยู่ คือ งานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ สู่การสร้างกิจกรรมใหม่ในอนาคต



สำหรับกิจกรรมถนนวัฒนธรรมพระปกเกล้า “ ประทีปเบิกฟ้า ยี่เป็งล้านนาเชียงใหม่ ” นี้ ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้สนับสนุนงบประมาณ เพื่อตกแต่งแขวนโคมล้านนากว่าสองหมื่นดวงบนถนนพระปกเกล้าตลอดแนว โดยมีจุดเริ่ม ณ ประตูช้างเผือก ไปยังบริเวณข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ สิ้นสุด ณ ประตูเชียงใหม่ แนวคิดกิจกรรม คือ “ ต๋ามฮีต โตยฮอย ผ่อกอย เมืองงาม ทักษาเวียงพิงค์ สือนาม ๗๑๓ ปี สืบสาน ประเพณียี่เป็ง ล้ำค่า บุญนำพา เสริมบารมี ๑๐ ทัศ “ การผ่อกอยเมืองงามดังกล่าวนี้ จะมีรถ Shuttle Bus จากไนท์ซาฟารี บริการฟรี เพื่อนำเที่ยวและเสริมบารมี 10 ทัศ 10 วัด ภายใต้ร่มพระบารมีปกเกล้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และโคมแขวนใบบุญตลอดเส้นทาง ( วัดหัวข่วง วัดเชียงมั่น วัดดวงดี วัดอันทขิล วัดพันเตา วัดเจดีย์หลวง วัดช่างแต้ม วัดหมื่นตูม วัดเจ็ดลิน วัดฟ้อนสร้อย) นอกจากนี้จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของล้านนาเชียงใหม่ ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะได้ชมก็คือ โคมผัดล้านนาที่ถือเป็นโคมบุญที่ใหญ่ที่สุด และประตูป่าที่งดงามและใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งในงานนี้ จะได้จัดสร้างและตกแต่งขึ้น ณ ลานประตูช้างเผือก ( ประตูหัวเวียงเชียงใหม่ในอดีต)



ดังนั้นจึงขอเชิญชวนทุกท่านสัมผัสความงดงามของถนนวัฒนธรรมพระปกเกล้า ระหว่างวันที่ ๓๑ ตุลาคม ถึง ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ตั้งแต่เวลา ๑๘.00 เป็นต้นไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เทศบาลนครเชียงใหม่โทรศัพท์053255478,053233178
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานเชียงใหม่โทรศัพท์053248604,053248607
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยโทร.1672